การใช้หลังคาโรงงานร่วมกับโซล่ารูฟท็อป ช่วยประหยัดพลังงานแบบยั่งยืนได้อย่างไร

การติดตั้งโซล่ารูฟท็อปบนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า
ปัจจุบัน ต้นทุนค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังเป็นความท้าทายของโรงงานอุตสาหกรรมหลายธุรกิจจึงมองหาวิธีบริหารค่าใช้จ่าย โดยไม่กระทบต่อการผลิต 
 
การติดตั้งโซล่ารูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคาโรงงาน นับเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าระบบเดิม ช่วยประหยัดพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานทดแทนในระยะยาว 
 
วินเนอร์ไลท์ (Winner Light) ชวนอ่านบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าโซล่ารูฟท็อปสามารถช่วยลดและบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟได้อย่างไร และมีประเด็นสำคัญใดบ้างที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน 
 

โซล่ารูฟท็อปทำงานอย่างไรในโรงงานและคลังสินค้า

โซล่ารูฟท็อปในโรงงานทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าหลัก เพื่อรองรับการใช้พลังงานที่ต่อเนื่องและเสถียรภาพ โดยสามารถสรุปขั้นตอนการทำงานได้ดังนี้
 

1.รับพลังงานจากแสงอาทิตย์
แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาโรงงานทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง

2.แปลงไฟให้พร้อมใช้งาน
อินเวอร์เตอร์จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อสามารถใช้งานร่วมกับระบบไฟฟ้าภายในโรงงานได้
 
3.จ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่กำลังใช้งานเป็นลำดับแรก
ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่กำลังทำงานอยู่ เช่น เครื่องจักร ระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงงาน
 
4.ใช้ไฟจากการไฟฟ้าเมื่อจำเป็น
หากกำลังไฟจากโซล่ารูฟท็อปไม่เพียงพอ ระบบจะดึงไฟจากการไฟฟ้าหลักเข้ามาเสริมโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานหรือการผลิต
 
5.ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของระบบ
ระบบควบคุมและอุปกรณ์ป้องกันจะช่วยดูแลความเสถียรและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าให้เหมาะกับการใช้งานในโรงงาน
 

ความแตกต่างระหว่างโซล่ารูฟท็อปสำหรับโรงงานและบ้านพักอาศัย

ระบบโซล่ารูฟท็อปสำหรับโรงงานและบ้านพักอาศัยทั่วไปถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เลือกใช้งานได้เหมาะสมมากขึ้น

  • รูปแบบการใช้งานของโซล่ารูฟท็อป

โซล่ารูฟท็อปสำหรับโรงงานมักถูกออกแบบให้มีขนาดและกำลังการผลิตสูง เพื่อรองรับการใช้พลังงานในระดับองค์กร เช่น เครื่องจักรในสายการผลิต ระบบแสงสว่างขนาดใหญ่ ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน 

ในขณะที่ โซล่ารูฟท็อปสำหรับบ้านพักอาศัย จะเน้นการออกแบบให้เหมาะกับพื้นที่หลังคาและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในระดับครัวเรือน เช่น การใช้ไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาเช้าและเย็นเป็นหลัก เป้าหมายสำคัญคือการลดค่าไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้เองภายในบ้าน 

  • ดีไซน์และลักษณะของแผงโซล่ารูฟท็อป

มักถูกออกแบบให้เน้นประสิทธิภาพและความแข็งแรงสำหรับโรงงานเป็นหลัก โครงแผงส่วนใหญ่อยู่ในโทนสีเงิน เพื่อรองรับการติดตั้งในพื้นที่อุตสาหกรรม ในขณะที่โซล่ารูฟท็อปสำหรับบ้านพักอาศัยให้ความสำคัญกับความสวยงามและความกลมกลืนกับตัวอาคาร โดยมักใช้แผงโทนสีดำเป็นหลัก

  • ขนาดกำลังไฟของระบบโซล่ารูฟท็อป

ระบบโซล่ารูฟท็อปถูกออกแบบให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่และลักษณะการใช้งานของอาคาร โดยระบบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่กว่าและรองรับการใช้งานไฟฟ้าในระดับสูงและต่อเนื่อง โดยทั่วไป โซล่ารูฟท็อปสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมมีขนาดประมาณ 1–10 เมกะวัตต์พีก (MWp) เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่ที่มีการใช้งานไฟฟ้าตลอดวัน ขณะที่โซล่ารูฟท็อปสำหรับบ้านพักอาศัยมักมีขนาดประมาณ 5–20 กิโลวัตต์พีก (kWp) ซึ่งเพียงพอกับการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันภายในครัวเรือน

นอกจากการพิจารณาขนาดกำลังไฟของระบบโซล่ารูฟท็อปในภาพรวมแล้ว การเลือกขนาดระบบที่เหมาะสม ควรอ้างอิงจากปริมาณและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าจริงของอาคารหรือโรงงานด้วย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงในช่วงกลางวัน และการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟ เช่น ช่วงเวลาที่เครื่องจักรทำงานเต็มกำลัง จะช่วยให้การออกแบบระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจำนวนมากนิยมติดตั้งระบบโซล่ารูฟท็อปในช่วงประมาณ 300–500 กิโลวัตต์พีก (kWp) เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว และหลีกเลี่ยงการลงทุนเกินความจำเป็น พร้อมบริหารจัดการพลังงานขององค์กรได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง : 100% Renewables Factsheet Series (ICLEI, 2021), หน้า 1.
หมายเหตุ:
*กิโลวัตต์พีก (kWp) คือกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดของแผงโซล่าเซลล์ภายใต้สภาวะทดสอบมาตรฐาน
*เมกะวัตต์พีก (MWp) เป็นหน่วยเดียวกันกับ kWp แต่ใช้กับระบบขนาดใหญ่

หลังคาโรงงานกลายเป็นกำไรด้วยโซล่ารูฟท็อปได้อย่างไร

การติดตั้งโซล่ารูฟท็อปบนหลังคาโรงงานและคลังสินค้าเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังคาเพื่อสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพดังนี้
 
  • ลดค่าไฟฟ้ารายเดือนอย่างเห็นผลจริง
โรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงในช่วงกลางวันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้โดยตรง ด้วยการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซล่ารูฟท็อปภายในโรงงานเป็นหลัก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเดินเครื่องจักรตลอดทั้งวัน
 
  • ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ เหมาะกับโรงงานและคลังสินค้าขนาดใหญ่
โรงงานและคลังสินค้ามีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ รองรับการติดตั้งระบบตั้งแต่ระดับมากกว่า 20 กิโลวัตต์ ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์ ส่งผลให้ต้นทุนการติดตั้งต่อหน่วยลดลง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35,000–45,000 บาทต่อกิโลวัตต์
 
  • ระยะเวลาคืนทุนชัดเจน
จากต้นทุนอุปกรณ์ที่ลดลงและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าการซื้อไฟจากการไฟฟ้า โซล่ารูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรมมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 6.3–8 ปี และยังสามารถสร้างประโยชน์ด้านพลังงานได้ต่อเนื่อง
 
  • เพิ่มศักยภาพพื้นที่หลังคาให้เกิดมูลค่า
พื้นที่หลังคาที่กว้างช่วยให้สามารถจัดวางแผงในทิศทางและองศาที่เหมาะสมได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดเล็ก ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงและเหมาะกับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต
 
เอกสารอ้างอิง : รักษ์พลังงาน – Energy Saving News (กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน, 2018), หน้า 18.
 

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจติดตั้งโซล่ารูฟท็อปสำหรับโรงงาน

ก่อนตัดสินใจติดตั้งโซล่ารูฟท็อปควรพิจารณาหลายปัจจัยสำคัญ ตั้งแต่รูปแบบการใช้งานไฟฟ้า การออกแบบระบบ ไปจนถึงการเลือกอุปกรณ์และโซล่าเซลล์ที่เหมาะสม  เพื่อให้ใช้งานจริงและตอบโจทย์ธุรกิจในระยะยาว

1. รูปแบบการใช้ไฟฟ้าภายในอาคาร

ควรวิเคราะห์ลักษณะการใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลา เพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับการทำงานจริง และเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อระบบที่เหมาะกับบริบทของธุรกิจและข้อกำหนดด้านพลังงาน
 

2. พื้นที่ติดตั้งและการจัดวางแผน

พิจารณาพื้นที่หลังคาที่ใช้งานได้จริง การจัดวางแผงให้มีระยะเหมาะสม รวมถึงการหลีกเลี่ยงเงาบดบังจากโครงสร้างหรืออุปกรณ์บนหลังคา เพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
 

3. ทิศทางและมุมเอียงของหลังคา

ตรวจสอบทิศทางหลังคาและความสามารถในการปรับองศาแผง เพื่อให้สอดคล้องกับตำแหน่งดวงอาทิตย์และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ติดตั้ง
 

4. โครงสร้างและความพร้อมของอาคาร

ประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา ระบบยึด และสภาพอาคารโดยรวม เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามหลักความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการใช้งานอาคารเดิม
 

5. ขนาดระบบและการขยายในอนาคต

วางแผนขนาดระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานปัจจุบัน และรองรับการเพิ่มแผงโซลาร์เซลล์หรือขยายกำลังการผลิตในอนาคต หากปริมาณการใช้ไฟมีการเปลี่ยนแปลง
 

6. มาตรฐานอุปกรณ์และระบบป้องกัน

เลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมระบบป้องกันไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเสถียร ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าขัดข้อง ความเสียหายของระบบ และผลกระทบต่อกระบวนการผลิต
 

7. การรับประกันอุปกรณ์โซล่ารูฟท็อป

ตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันของแผงโซลาร์เซลล์ โดยทั่วไปควรมีทั้งการรับประกันตัวสินค้าประมาณ 10–12 ปี และการรับประกันประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมักกำหนดกำลังผลิตไม่น้อยกว่า 90% ในปีที่ 10 และ 80% ในปีที่ 25 เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน

เว็บไซต์อ้างอิง : Solar panel warranties: What to know (Energy Sage, 2025) 

8. ผู้ให้บริการและการดูแลหลังการติดตั้ง

เลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง รวมถึงมีบริการตรวจสอบและบำรุงรักษาเพื่อประสิทธิภาพของโซล่าเซลล์ในระยะยาว

วินเนอร์ไลท์ให้บริการโซล่ารูฟท็อปแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์การใช้ไฟฟ้า ออกแบบระบบ ไปจนถึงการติดตั้งโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย การคัดเลือกอุปกรณ์ และบริการหลังการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าระบบโซล่าเซลล์สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานของโรงงานและคลังสินค้าในระยะยาว 

สามารถดูผลงานติดตั้งเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย 
หรือทำความรู้จักบริษัทเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย
หากสนใจติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่นี่ คลิกเลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เบอร์โทรศัพท์ : 02-415-7576-7, 081-880-6616
Email: sale_wlc@winnerlight.co.th
Facebook: www.facebook.com/bangbonstation